การสร้างแรงจูงใจและพัฒนานักวิจัย (พัฒนากาลังคน) : วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

        
Views: 5
Votes: 0
Comments: 0
Posted: 27 Oct, 2026
by: สาครวรรณศักดิ์ ฝ.
Updated: 27 Oct, 2026
by: สาครวรรณศักดิ์ ฝ.

ในยุคปัจจุบันที่การขับเคลื่อนประเทศและองค์กรต้องพึ่งพา "เศรษฐกิจฐานความรู้" (Knowledge-based Economy) กาลังคนด้านการวิจัยและพัฒนาถือเป็นฟันเฟืองที่สาคัญที่สุด การพัฒนาประเทศไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วยเพียงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แต่ต้องอาศัยการสะสมและสร้างสรรค์ "ทุนมนุษย์" (Human Capital) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสาคัญที่หลายองค์กรวิจัยและสถาบันอุดมศึกษาต้องเผชิญในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่การขาดแคลนงบประมาณ แต่คือ "การขาดแรงจูงใจของนักวิจัย" และ "ช่องว่างระหว่างผลงานวิจัยกับผู้ใช้ประโยชน์" ผลงานวิจัยจานวนมากถูกจัดเก็บไว้บนชั้นวาง (Research on the Shelf) โดยไม่ได้นาไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง

จากโจทย์และความท้าทายดังกล่าว การบูรณาการระหว่าง "การสร้างแรงจูงใจและพัฒนานักวิจัย" ร่วมกับ "กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM)" จึงมีความสาคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยสามารถสรุปความสาคัญออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่

มิติด้านการปลดล็อกศักยภาพของนักวิจัย (Individual Level) การพัฒนานักวิจัยในอดีตมักมุ่งเน้นไปที่แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) เช่น ตาแหน่งทางวิชาการ หรือจานวนตีพิมพ์ แต่การสร้างนักวิจัยในยุคใหม่ต้องอาศัย แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) เช่น ความภาคภูมิใจที่งานวิจัยสามารถแก้ปัญหาให้ชุมชนหรืออุตสาหกรรมได้จริง ไม่เพียงแต่ทักษะการทาวิจัย (Hard Skills) เท่านั้น แต่ต้องพัฒนาทักษะการทางานร่วมกับผู้อื่น การบริหารจัดการโครงการ และการสื่อสารงานวิจัยสู่สาธารณะ (Soft Skills) เพื่อให้นักวิจัยสามารถทางานตอบโจทย์ผู้ใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

มิติด้านการเปลี่ยนผ่านความรู้สู่การปฏิบัติจริง (Knowledge Translation) ความรู้ทรงคุณค่าของนักวิจัยมักเป็น ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ที่มาจาก จากประสบการณ์ ทักษะเฉพาะตัว และวิธีแก้ปัญหาหน้างาน กระบวนการจัดการความรู้ (KM) จะทาหน้าที่สกัดและแปลงความรู้เหล่านี้ให้อยู่ในรูปความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เช่น คู่มือปฏิบัติงาน (SOP) ถอดบทเรียน (Lessons Learned)
หรือโมเดลต้นแบบ เมื่อถอดบทเรียนความสาเร็จหรือความล้มเหลวจากการทาวิจัยแล้ว ความรู้นั้นจะไม่หยุดอยู่แค่นักวิจัยคนเดียว แต่สามารถถ่ายทอดและนาไปประยุกต์ใช้ซ้า (Replicate) หรือต่อยอดในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว

มิติด้านความยั่งยืนขององค์กรและสังคม (Organizational & Societal Level) กระบวนการจัดการความรู้ร่วมกับผู้ใช้ประโยชน์ (Demand Side) จะช่วยให้นักวิจัยเข้าใจโจทย์ที่แท้จริงของพื้นที่หรืออุตสาหกรรม นาไปสู่การวิจัยที่กินได้และแก้ปัญหาตรงจุด การพัฒนากาลังคนผ่านกระบวนการ KM ช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญเสียความรู้เมื่อนักวิจัยเกษียณหรือย้ายออก พร้อมทั้งสร้างบรรยากาศแห่งการ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Co-creation) ระหว่างนักวิจัยรุ่นใหญ่และนักวิจัยรุ่นใหม่ดังนั้นองค์ความรู้ด้าน "การสร้างแรงจูงใจและพัฒนานักวิจัย" จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) แต่เป็น กลยุทธ์สาคัญในการสร้างระบบนิเวศวิจัย (Research Ecosystem) ที่
เชื่อมโยง "คน" (นักวิจัย) เข้ากับ "กระบวนการ" (การจัดการความรู้) เพื่อส่งมอบ "ผลลัพธ์" (งานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง) นาไปสู่การขับเคลื่อนองค์กร สังคม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

องค์ความรู้ คือ การสร้างแรงจูงใจและพัฒนานักวิจัย (พัฒนากาลังคน)

ลิงก์ VDO : https://youtu.be/mseIgWeGFMg

Others in this Category
document การวิจัยและบริการวิชาการเชิงบูรณาการเพื่อพัฒนาชุมชน : วิทยาลัยสหเวชศาสตร์
document การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อการวิจัย : วิทยาลัยการจัดการอุตสาหกรรมบริการ
document กลไกการจัดการให้นักศึกษามีส่วนร่วมจากโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการเชิง สร้างสรรค์ : วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ
document การจัดการองค์ความรู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการสื่อสารการตลาดและการพัฒนาผลิต ภัณฑ์ชุมชน : วิทยาลัยนิเทศศาสตร์