|
|
|
|
|||||
ในยุคปัจจุบันที่การขับเคลื่อนประเทศและองค์กรต้องพึ่งพา "เศรษฐกิจฐานความรู้" (Knowledge-based Economy) กาลังคนด้านการวิจัยและพัฒนาถือเป็นฟันเฟืองที่สาคัญที่สุด การพัฒนาประเทศไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วยเพียงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แต่ต้องอาศัยการสะสมและสร้างสรรค์ "ทุนมนุษย์" (Human Capital) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ปัญหาสาคัญที่หลายองค์กรวิจัยและสถาบันอุดมศึกษาต้องเผชิญในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่การขาดแคลนงบประมาณ แต่คือ "การขาดแรงจูงใจของนักวิจัย" และ "ช่องว่างระหว่างผลงานวิจัยกับผู้ใช้ประโยชน์" ผลงานวิจัยจานวนมากถูกจัดเก็บไว้บนชั้นวาง (Research on the Shelf) โดยไม่ได้นาไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง จากโจทย์และความท้าทายดังกล่าว การบูรณาการระหว่าง "การสร้างแรงจูงใจและพัฒนานักวิจัย" ร่วมกับ "กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM)" จึงมีความสาคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยสามารถสรุปความสาคัญออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติด้านการปลดล็อกศักยภาพของนักวิจัย (Individual Level) การพัฒนานักวิจัยในอดีตมักมุ่งเน้นไปที่แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) เช่น ตาแหน่งทางวิชาการ หรือจานวนตีพิมพ์ แต่การสร้างนักวิจัยในยุคใหม่ต้องอาศัย แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) เช่น ความภาคภูมิใจที่งานวิจัยสามารถแก้ปัญหาให้ชุมชนหรืออุตสาหกรรมได้จริง ไม่เพียงแต่ทักษะการทาวิจัย (Hard Skills) เท่านั้น แต่ต้องพัฒนาทักษะการทางานร่วมกับผู้อื่น การบริหารจัดการโครงการ และการสื่อสารงานวิจัยสู่สาธารณะ (Soft Skills) เพื่อให้นักวิจัยสามารถทางานตอบโจทย์ผู้ใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง มิติด้านการเปลี่ยนผ่านความรู้สู่การปฏิบัติจริง (Knowledge Translation) ความรู้ทรงคุณค่าของนักวิจัยมักเป็น ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ที่มาจาก จากประสบการณ์ ทักษะเฉพาะตัว และวิธีแก้ปัญหาหน้างาน กระบวนการจัดการความรู้ (KM) จะทาหน้าที่สกัดและแปลงความรู้เหล่านี้ให้อยู่ในรูปความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เช่น คู่มือปฏิบัติงาน (SOP) ถอดบทเรียน (Lessons Learned) มิติด้านความยั่งยืนขององค์กรและสังคม (Organizational & Societal Level) กระบวนการจัดการความรู้ร่วมกับผู้ใช้ประโยชน์ (Demand Side) จะช่วยให้นักวิจัยเข้าใจโจทย์ที่แท้จริงของพื้นที่หรืออุตสาหกรรม นาไปสู่การวิจัยที่กินได้และแก้ปัญหาตรงจุด การพัฒนากาลังคนผ่านกระบวนการ KM ช่วยลดความเสี่ยงจากการสูญเสียความรู้เมื่อนักวิจัยเกษียณหรือย้ายออก พร้อมทั้งสร้างบรรยากาศแห่งการ องค์ความรู้ คือ การสร้างแรงจูงใจและพัฒนานักวิจัย (พัฒนากาลังคน) ลิงก์ VDO : https://youtu.be/mseIgWeGFMg
|
|||||





